วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2556

พระคาถาธารณปริตร : ป้องกันภัยพิบัติต่างๆ


พระคาถาธารณปริตร

         น้อมรำลึกถึงพระปัญญาธิคุณ พระเมตตาธิคุณ  พระมหากรุณาธิคุณ  แห่งสมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ โดยกล่าวคำนอบน้อมนมัสการ คือ

         นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

        ๑.พุทธานัง ชิวิตตัสสะ นะ สักกา เกนะจิ อันตะราโย กาตุง ตถา เม โหตุ
           อตีตัง เส พุทธัสสะ ภะคะวะโต อัปปฏิหะตะญาณัง อนาคตัง เส พุทธัสสะ 
           ภะคะวะโต อัปปฏิหะตะญาณัง ปัจจุปันนัง เส พุทธัสสะ ภะคะวะโต 
           อัปปฏิหะตะญาณัง
        ๒.อิเมหิ ตีหิ ธัมเมหิ สะมันนาคะตัสสะ พุทธัสสะ ภะคะวะโต
           สัพพัง กายะกัมมัง ญาณะปุพพังคะมัง ญาณานุปริวัตตัง 
           สัพพัง วจีกัมมัง ญาณะปุพพังคะมัง ญาณานุปริวัตตัง 
           สัพพัง มะโนกัมมัง ญาณะปุพพัง คะมัง ญาณานุปริวัตตัง
        ๓.อิเมหิ ฉะหิ ธัมเมหิ สะมันนาคะตัสสะ พุทธัสสะ ภะคะวะโต
           นัตถิ ฉันทัสสะ หานิ นัตถิ ธัมมะเทสนายะ หานิ นัตถิ วิริยัสสะ หานิ 
           นัตถิ วิปัสสะนายะ หานิ 
           นัตถิ สมาธิธัสสะ หานิ นัตถิ วิมุตติยา หานิ
        ๔.อิเมหิ ทะวาทะสะหิ ธัมเมหิ สะมันนาคะตัสสะ พุทธัสสะ ภะคะวะโต 
           นัตถิ ทะวา นัตถิ ระวา นัตถิ อัปผุฏฏัง นัตถิ เวคายิตัตตัง     
           นัตถิ พะยาวะฏะมะโน นัตถิ อัปปฏิสังขารุเปกขา
        ๕.อิเมหิ อัฏฐาระสะหิ ธัมเมหิ สะมันนาคะตัสสะ พุทธัสสะ ภะคะวะโต 
           นะโม สัตตันนัง สัมมาสัมพุทธัง นัตถิ ตะถาคะตัสสะ กายะทุจริตตัง 
           นัตถิ ตะถาคะตัสสะ วจีทุจริตตัง 
           นัตถิ ตะถาคะตัสสะ มโนทุจริตตัง 
           นัตถิ อตีตัง เส พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปะฏิหะตะญาณัง 
           นัตถิ อนาคตัง เส พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปะฏิหะตะญาณัง 
           นัตถิ ปัจจุปันนัง เส พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปะฏิหะตะญาณัง
           นัตถิ สัพพัง กายะกัมมัง ญาณานุปุพพัง คะมัง ญาณัง นานุปริวัตตัง
           นัตถิ สัพพัง วจีกัมมัง ญาณานุปุพพัง คะมัง ญาณัง นานุปริวัตตัง
           นัตถิ สัพพัง มะโนกัมมัง ญาณานุปุพพัง คะมัง ญาณัง นานุปริวัตตัง
           อิมัง ธาระณัง อะมิตัง อะสะมัง สัพพะสัตตานัง ตาณังเลณัง สังสาระ 
           ภะยะภีตานัง อัคคัง มหาเตชัง
        ๖.อิมัง อานันทะ ธาระณะปริตตัง ธาเรหิ วาเรหิ ปริปุจฉาหิ
           ตัสสะ กาเย วิสัง นะ กะเมยยะ อุทะเกนะ ลัคเคยยะ อัคคีนะ ทะเหยยะ 
           นานาภะยะวิโก นะ เอกาหาระโกนะ ทะวิหาระโก นะ ติหาระโก นะ จะตุหาระโก 
           นะ อุมมัตตะกัง นะ มุฬะหะกัง มนุสเสสิ อะมนุสเสหิ นะ หิงสะกา
        ๗.ตัง ธาระณัง ปริตตัง ยถา กะตะเม ชาโล มหาชาโล ชาลิตเต มหาชาลิตเต 
           ปุคเค มหาปุคเค สัมปัตเต มหาสัมปัตเต ภูตัง คะมะหิ ตะมัง คะลัง
        ๘.อิมัง โข ปะนานันทะ ธาระณะปริตตัง สัตตัง สะเตหิ สัมมาสัมพุทธโกฏีหิ 
           ภาสิตัง วัตเต อะวัตเต คันธะเว อะคันธะเว โนเม อะโนเม เสเว อะเสเว 
           กาเย อะกาเย ธาระเณ อะธาระเณอิลลิ มิลลิ ติลลิ มิลลิ โยรุกเข 
           มหาโยรุกเข ภูตัง คะมะหิ ตะมัง คะลัง
        ๙.อิมัง โข ปะนานันทะ ธาระณะปริตตัง นะวะ นะ วุฒิยา สัมมาสัมพุทธโกฏีหิ 
           ภาสิตัง ทิฏฐิลา ทัณทิลา มันติลา โรคิลา ชะระลา ทุพพิลา 
           เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เม โหตุ สัพพะทา.

วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

ไหว้พระที่พม่า กับมหาโค้ก ภาค ๓

        "มิงกะลาบา" เจอกันอีกแล้วครับ ในการไปไหว้พระที่พม่า กับมหาโค้ก ภาคที่๓ สำหรับเรื่องราวในภาคนี้คงจะจบได้อย่างสมบูรณ์ เพราะครบไตรภาคพอดี ไม่ต้องเยิ่นเย้อให้เสียเวลาการไปเที่ยวและไหว้พระ ติดตามต่อได้เลยครับ

         "พระสมปรารถนา" ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระเจดีย์กลางน้ำหรือเยเลพญา ในภาษาพม่า ว่ากันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์มาก ตั้งแต่ครั้งอาณาจักรมอญรุ่งเรืองเลยทีเดียว อยู่ที่เมืองสิเรียม


          "เยเลพญา"เป็นชื่อของเจดีย์ที่สร้างอยู่บนเกาะเล็กๆกลางแม่น้ำ สมัยที่อาณาจักรมอญยังครอบครองเมืองสิเรียมเมื่อกว่า 1,000 ปีมาแล้ว เป็นความมหัศจรรย์ของศาสนสถานแห่งนี้ที่ไม่มีวันเต็มล้นไม่ว่าจะมีคนไปทำบุญกันมากมายสักเพียงใด และเมื่อเกิดน้ำท่วมก็จะไม่ท่วมองค์เจดีย์ สมดังคำอธิษฐานของคหบดีผู้ใจบุญที่สร้างเจดีย์ด้วยแรงศรัทธาในพุทธศาสนา



           "พระธาตุอินทร์แขวน" หรือ"ไจ้ก์ทิโย" ในภาษาพม่า เป็นศาสนสถานสำคัญที่เป็นอีก 1 ใน 5 มหาบูชาสถาน สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของชาวพุทธพม่าและมอญ ตามคติความเชื่อล้านนาโบราณเชื่อว่าเป็นพระธาตุประจำปีเกิด ของผู้ที่เกิดปีจอ องค์พระธาตุตั้งอยู่บนยอดเขาสูง 1,100 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล อยู่ในเขตรัฐมอญ ซึ่งเคยเป็นพื้นที่สีแดง เมื่อ 10 กว่าปีก่อน



            ด้วยความมหัศจรรย์แห่งธรรมชาติและพลังแห่งศรัทธา ได้นำพาชาวพุทธทั้งหลายขึ้นไปกราบไหว้บูชาองค์พระธาตุที่หลายคนเชื่อว่าพระอินทร์เอาก้อนหินใหญ่รูปหัวฤาษีนี้มาแขวนเอาไว้

วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556

ไหว้พระที่พม่า กับมหาโค้ก ภาค ๒

     "มิงกะลาบา" ขอกล่าวสวัสดีแบบพม่าอีกครั้ง เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผมขอพาท่านไปไหว้พระที่พม่า กับมหาโค้ก ภาคที่ ๒ กันต่อเลยนะครับ
         นี่คือพระพุทธรูปทองคำ ซึ่งเคยประดิษฐานอยู่ภายในพระราชวังเมืองมัณฑเลย์ เมื่อพม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ได้ถูกขนย้ายไปที่พิพิธภัณฑ์โกลกัตต้า ประเทศอินเดีย จึงทำให้รอดพ้นจากการทิ้งระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากพม่าเป็นเอกราช ได้ขออังกฤษ นำกลับคืนมาประดิษฐานที่เจดีย์โบตะทาวน์


        เจดีย์โบตะทาวน์นี้ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำย่างกุ้ง ทางทิศใต้ของเมือง เป็นศาสนสถานสำคัญที่มีอายุเก่าแก่กว่า 2,500 ปี เพราะเป็นที่ต้อนรับพระบรมสารีริกธาตุ 8 เส้นที่เดินทางมาทางเรือจากอินเดียโดยมีแม่ทัพนายกองตั้งแถวต้อนรับถึง 1,000 นาย จึงเป็นที่มาของชื่อเจดีย์ ที่แปลว่า แม่ทัพ 1,000 นาย

พระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า 1 เส้น ประดิษฐานอยู่ภายในองค์พระเจดีย์

           ศาลโบโบยีนัต หรือคนไทยเรียกว่า "เทพทันใจ" ด้วยคำร่ำลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ที่ว่าขอพรใดๆจะสมปรารถนาในเร็ววัน จึงมีทั้งชาวพม่าและคนไทยไปไหว้ขอพรด้วยการถวายเงินและชุดบูชาที่มีกล้วยมะพร้าว ดอกไม้ ผ้าห้อยคอ ฯลฯ กันอย่างมากมาย ตั้งอยู่ริมน้ำภายในบริเวณเจดีย์

             "เทพกระซิบ" เป็นอีกที่หนึ่งที่คนไทยนิยมไปถวายสิ่งของ ทั้งขนม นม ผลไม้ และดอกไม้ พร้อมกับขอพรด้วยการกระซิบ เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน ตั้งอยู่ฝั่งถนนตรงข้าม ด้านหน้าเจดีย์

             "พระนอนตาหวาน" เป็นชื่อที่นักท่องเที่ยวชาวไทยนิยมเรียกกัน ด้วยพุทธลักษณะที่ถูกสร้างขึ้นอย่างสวยงาม ขนตายาวงอน ขอบตาทาสีฟ้าและแต่งแต้มปากด้วยสีแดงสดใส มีความสูง 18 เมตร ยาว 66 เมตร มีอายุประมาณ 105 ปี

วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2556

ไหว้พระที่พม่า กับมหาโค้ก ภาค๑

       " มิงกะลาบา "... ขอทักทายเป็นภาษาพม่ากันเลยนะครับ ซึ่งมีความหมายว่า " สวัสดี "
        หลังจากได้แนะนำเรื่อง"ขอวีซ่าพม่าไม่ยากอย่างที่คิด" ไปแล้ว คราวนี้ก็ถึงโอกาสที่จะได้ไปสัมผัสดินแดนเจดีย์ทอง หรือพุกามประเทศกันเสียที
        เมื่อได้รับวีซ่าท่องเที่ยวเรียบร้อยกันทุกคน  ตั๋วเครื่องบินพร้อมและโปรแกรมเดินทางไปพม่าครั้งนี้ก็พร้อม ซึ่งเรากำหนดไว้ 4 วัน เป็นการท่องเที่ยวที่เน้นการไปไหว้พระ เป็นส่วนใหญ่ เพราะเป็นดินแดนที่เปี่ยมล้นด้วยแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวมอญและพม่า โดยเฉพาะสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุด 5 แห่งที่ได้แนะนำไปแล้วในเรื่อง"ไหว้พระ 5 มหาบูชาสถาน" แต่ถึงแม้ว่าคราวนี้จะได้ไปไหว้แค่ 3 มหาบูชาสถาน ก็ตามแต่ถือได้ว่าเป็นสุดยอดแห่งการได้ไปเยือนพม่าหรือเมียนมาร์ เลยทีเดียว
         เรื่องราวที่จะนำมาแบ่งปันนั้นก็จะเน้นที่รูปภาพ พร้อมเกร็ดหรือประวัติโดยสังเขป ถือว่าไปเที่ยวแบบสบายๆ เป็นกันเอง ชมภาพสวยๆแปลกตาหลายบรรยากาศกันแบบเพลินๆ ตามผมไปไหว้พระที่พม่ากันได้เลยครับ

          สนามบินมิงกะลาดง คือชื่อของสนามบินย่างกุ้ง ที่สร้างขึ้นใหม่เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนซึ่งดูโอ่โถงทันสมัยพอสมควร ถึงจะไม่ใหญ่โตแต่ก็ดูกว้างขวางและสะอาดสะอ้านพอเป็นหน้าเป็นตาได้ระดับหนึ่ง สำหรับด่านแรกที่เข้ามาถึงประเทศพม่า

       หลังจากผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง (อย่างฉลุย..เพราะมีวีซ่าเรียบร้อย)และศุลกากรที่แค่เอากระเป๋าผ่านเครื่องเอ็กซเรย์แล้วก็ออกมาขึ้นรถบัสปรับอากาศ สภาพใหม่แอร์เย็น ไปเที่ยวกันเลยครับ

          "ยินดีต้อนรับ" สู่สหภาพเมียนม่าร์ ด้วยพระพักตร์พระพุทธรูปหยกขาว ศิลปะพม่า ที่งดงาม

          พระพุทธรูปส่วนมากทำด้วยหยกขาวหรือหินอ่อนสีขาว ปิดทองได้อร่ามสุกปลั่ง น่าเลื่อมใส


         วัดพระเขี้ยวแก้ว เป็นวัดที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วจำลอง ที่ได้อัญเชิญพระเขี้ยวแก้วองค์จริงจากประเทศจีน มาประกอบพิธีปลุกเสกให้เป็นองค์แทนใว้ให้ชาวพม่าได้กราบไหว้บูชา สาธุ..




วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2555

สมองเสื่อม



        
     สมองเสื่อม คือ สภาวะของสมองที่เสื่อมถอยในหน้าที่การรับรู้ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องความจําเพียงอย่างเดียวยังรวมถึงความคิด การตัดสินใจ และพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม มากบ้างน้อยบ้าง จนเมื่อมีอาการมากขึ้นจะไม่สามารถดูแลตัวเองได้ สมองเสื่อมมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับคนทุกอายุ เพราะสมองเสื่อมเกิดจากหลายสาเหตุ แต่ปรกติจะพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ แต่ไม่ใช่ว่าเมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุแล้วจะเป็นโรคสมองเสื่อมเสมอไป
      จากงานวิจัยในประเทศไทย พบว่าวันข้างหน้าอีกประมาณ 4-5 ปี จะมีผู้ป่วยสูงอายุเป็นโรคสมองเสื่อมมากถึง 9 ล้านคน เมื่อเราทราบอย่างนี้แล้ว ก็มาหาทางบำรุงสมองกันดีกว่า เพื่อป้องกันไม่ให้สมองเสื่อมก่อนวัยอันควร ซึ่งเมื่อเป็นแล้วจะเป็นภาระกับคนในครอบครัวอย่างมาก ที่จะต้องมาคอยดูแลอยู่ตลอดเวลา
       สาเหตุอาจเกิดมาจากเลือดไม่ไปเลี้ยงสมอง เพราะกินอาหารผัดน้ำมันเป็นประจำติดต่อกันหลายปี น้ำมันจะเกาะผนังลำไส้ ทำให้ดูดซึมสารอาหารที่เป็นประโยชน์ไปเลี้ยงสมองไม่ได้
       วิธีดูแลสมอง เช่น
       1. พยายามขับถ่ายระหว่างเวลา 05.00-07.00 น.
       2. กินอาหารเช้าระหว่างเวลา 07.00-09.00 น.เพื่อให้เลือดรับสารอาหารไปเลี้ยง
          สมองและกินโยเกิร์ต+นมสด+น้ำผึ้ง+มะนาว ระหว่างเวลา13.00-15.00 น.
          เพื่อล้างลำไส้เล็กและเปลี่ยนขยะในลำไส้ให้เป็นวิตามิน B12 ส่งไปบำรุิงสมอง
       3. ล้างระบบดูดซึมด้วยสูตรมะละกอดิบต้มน้ำ แล้วชงชาดื่ม
       4. ใช้กระเจี๊ยบแดงแห้งหรือสด ต้มกับพุทราจีนแห้ง ใช้ดื่มน้ำเพื่อล้างไขมันในเลือด
          เป็นประจำ
       5. กินน้ำกระชาย แล้วกินน้ำใบบัวบกตาม จะส่งบำรุงสมองได้โดยตรง และผลไม้
          ชื่อลูกไข่เน่าเป็นผลไม้ที่บำรุงสมองได้ดีมาก หรือคึ่นฉ่าย ,เม็ดบัว , แปะก้วย
       6. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

        วิธีกดนิ้วเพื่อให้เลือดไปเลี้ยงสมอง ป้องกันสมองเสื่อม


        นอกจากการกดนิ้วเพื่อให้เลือดไปเลี้ยงสมองแล้ว ควรฝึกการหายใจเข้าอย่างช้าๆให้พุงป่องออก แล้วหายใจออกให้พุงยุบลง (หายใจลึกๆ) เพื่อเป็นการไปกระตุ้นเซลล์สมองที่คุมโปรแกรมความจำดีงามในอดีตหรือปัจจุบัน และเป็นการเพิ่มออกซิเจนให้ปอดกับสมอง
        ในทางตรงกันข้าม ถ้าหายใจถี่ๆตื้นๆเร็วๆ จะเป็นการกระตุ้นเซลล์สมองกลุ่มที่บันทึกเรื่องไม่ดีเอาไว้ ให้ออกมาใช้งาน จึงควรฝึกหายใจช้าๆ เพื่อกระตุ้นเซลล์สมองกลุ่มที่บันทึกเรื่องดีๆ ออกมาใช้งาน เป็นวิธีป้องกันสมองเสื่อมได้อีกวิธีหนึ่ง

อาหารบํารุงสมอง
        การเลือกกินอาหารที่มีสารบํารุงสมองอย่างเหมาะสม ทําให้สุขภาพของสมอง
แข็งแรงสามารถทํางานตามหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งสารอาหารที่บํารุงสมอง
มีหลายชนิดด้วยกัน ได้แก่
1. คารโบไฮเดรต  : ธัญพืชหรือถั่ว
2. กรดโฟลิก : ผักใบเขียวทุกชนิด แครอท แคนตาลูป ฟักทอง อะโวคาโด ธัญพืช
    และถั่วต่างๆ่ ตับ ไข่แดง ข้าวซ้อมมือ น้ำส้ม มะนาว สตรอเบอร์รี กล้วยน้ำว้า
3. กรดอะมิโน : ถั่วเหลือง ชีส อัลมอนด์ ถั่วลิสง งา เมล็ดฟักทอง  นม หอย กุ้ง
4. วิตามินB,C,E : ธัญพืชและถั่ว เนื้อสัตว์ต่างๆ ผักสีเขียว นม กล้วย ไข่ ผลไม้รสเปรี้ยว 
5. แร่ธาตุแมกนีเซียม โพแทสเซียม สังกะสีไอโอดีน : ธัญพืชและถั่วต่างๆ่ ผักใบเขียว  
    เมล็ดฟักทอง กล้วย ส้ม องุ่น ลูกพรุน เนื้อสัตว์ และอาหารทะเลต่างๆ่ นม โยเกิร์ต
6. โอเมก้า-3 : ปลาทะเลน้ำลึก ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ที่มี EPA และ DHA
7. เลซิทิน : ไข่แดง  ตับ ถั่วเหลือง

สรุปได้ว่า เราสามารถดูแลตนเองให้ห่างไกลจากโรคสมองเสื่อมได้ด้วยการทํากิจกรรมที่ช่วยบริหารสมองให้เกิดความแข็งแรง พร้อมทั้งดื่มน้ำสะอาดและกินอาหารให้ครบ 5 หมู่

วันอังคารที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ไม่ขับถ่ายตอนเช้า...จะเกิดอะไรขึ้น


      ในช่วงเวลา 05.00 น.-07.00 น. เป็นเวลาของลำไส้ใหญ่ การขับถ่ายตอนเช้าจึงเป็นสิ่งสำคัญเพราะถ้ายังไม่ยอมขับถ่ายแล้วปล่อยเวลาเลยมาถึง 07.00-09.00 น. ซึ่งเป็นเวลาของกระเพาะอาหาร แล้วไม่ยอมกินข้าวเช้าอีก อุจจาระจากลำไส้ใหญ่ที่ไม่ขับถ่ายออกก็จะถูกดูดซึมซ้ำอีกครั้ง ในอุจจาระเก่ามีแก๊สที่เสียแล้วเกิดจากการบูดเน่าโดยอุณหภูมิของร่างกายซึ่งมีความร้อน 37 องศา ตลอดเวลา  เพราะฉะนั้นแก๊สพิษเหล่านี้จะถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด เลือดจึงไม่สะอาด ถ้าเลือดที่ไม่สะอาดไหลไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย ไหลผ่านสมอง หัวใจ ปอด ตับ ผิวหนัง ก็จะได้รับพิษจากแก๊สพิษด้วย ทำให้
   - ก่อนเที่ยงถึงบ่าย จะรู้สึกง่วงนอนเพราะเลือดไม่สะอาดไปเลี้ยงหัวใจ หัวใจก็จะอ่อนล้า ไม่สดชื่น
   - มีกลิ่นตัว กลิ่นปาก เนื่องจากเลือดไม่สะอาดไปเลี้ยงปอด ปอดก็จะขับของเสียออกทางผิวหนังและลมหายใจ ตัวเองไม่ค่อยได้กลิ่น แต่คนอื่นได้กลิ่น
   - ถ้าปล่อยไว้ไม่ขับถ่ายในช่วงเวลา 05.00 น.-07.00น. นานๆเข้าเป็นระยะเวลาหลายๆปี จะทำให้เลือดที่ไม่สะอาดไปเลี้ยงสมอง และไม่ได้กินอาหารมื้อเช้าในช่วงเวลา 07.00 น.-09.00 น. สมองก็จะไม่ได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เมื่อแก่ตัวไปความจำจะเสื่อมเร็ว
   - เมื่ออายุมากขึ้นจะมีอาการปวดเข่า  เป็นริดสีดวงทวาร
วิธีแก้
   - พยายามขับถ่ายระหว่างเวลา 05.00 น.-07.00 น. ถ้าไม่ขับถ่ายควรกินขมิ้นชันช่วงเวลานี้เพื่อบริหารลำไส้ใหญ่ให้ทำงาน
  - ควรกินข้าวเช้าทุกวันระหว่างเวลา 07.00 น.-09.00 น.                            

อาหารที่ช่วยในการขับถ่าย                                                        
    ท้องอืด ท้องผูก โรคคุ้นเคยที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากจะให้มาใกล้ชิด เพราะรู้ว่า ถ้าปล่อยไว้อาจจะเป็นช่องทางในการของการเกิดริดสีดวงทวาร ที่อาจลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่สู่มะเร็งลำไส้ หรือติดเชื้อในลำไส้ก็เป็นได้ หนทางที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้โรคอันไม่พึงประสงค์เหล่านี้มากล้ำกรายนั้นอยู่ที่การทำให้ระบบขับถ่ายนั้นปกติที่สุด หรือพูดง่าย ๆ ว่า การขับถ่ายเป็นประจำ แต่การที่จะทำให้ได้อย่างที่ว่านี้ ปัจจุบันหลักนั้นอยู่ที่การเลือกอาหารที่บริโภคเข้าไป 
    ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ แอปเปิ้ล สตรอเบอร์รี่ ส้ม แครอท มะเขือเทศ ผักใบเขียว ธัญพืช หรือขนมปังโฮลวีต เหล่านี้ คืออาหารที่จะช่วยให้ขับถ่ายได้ดี นั่นเป็นเพราะอาหารเหล่านี้มีเส้นใยอาหารสูงที่จะช่วยระบบขับ ถ่ายให้ทำงานเป็นปกติ 
     ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ จะมีเส้นใยอาหารอยู่มาก จะช่วยอุ้มน้ำ ทำให้อาหารเดินทางได้รวดเร็ว และทำให้อึมีน้ำหนักมากขึ้น เป็นที่มาของการขับถ่ายที่ดี เช่นเดียวกับ แอปเปิ้ล สตรอเบอร์รี่ หรือผลไม้ต่าง ๆ ก็จะมีเซลลูโลส ทำให้อึกากอาหารพองตัว 
     เพชรดาว ทัศนศร นักโภชนาการ โรงพยาบาลเวชธานี ขยายความเข้าใจไว้ว่า อาหารที่ช่วยในการขับถ่ายนั้นเป็นอาหารที่มีเส้นใยหรือที่เรียกว่า ไฟเบอร์ ที่แบ่งได้เป็น เส้นใยที่ละลายในน้ำ ที่มักจะพบในผลไม้ต่าง ๆ และเส้นใยที่ไม่ละลายในน้ำ จำพวกนี้ถือได้ว่า เป็นยาระบายอย่างดีเพราะจะสามารถดูดซับน้ำและเร่งให้ผนังลำไส้บีบคลายตัว ช่วยให้กากอาหารเคลื่อนที่ ทั้งยังช่วยให้กากอาหารนั้นอ่อนนุ่ม หมดปัญหาที่จะเป็นริดสีดวงทวารหนัก ประเภทนี้มักจะเจอในผักและธัญพืช
    ส่วนปริมาณที่เหมาะสมในการรับประทานนั้น แบ่งง่าย ๆ คือ ควรกินผักสุก 1 ทัพพี ผลไม้ประมาณ 8-10 ชิ้น หรือส้ม 1 ลูกก็พอแล้ว
    เลือกอาหารได้เหมาะแล้วอย่าลืมที่จะดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ  8-10 แก้ว ด้วยก็จะยิ่งช่วยให้การขับถ่าย...ได้อย่างมีคุณภาพ

ที่มา : กินเป็นลืมป่วย , เคล็ดวิธี...กินอย่างไร? ไร้โรคภัย  

วันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เจ้าแม่กวนอิม


       
         กวนอิม ตามสำเนียงฮกเกี้ยน หรือกวนอิน ตามสำเนียงจีนกลาง (觀音)พระโพธิสัตว์ของพุทธศาสนาฝ่ายมหายานเป็นองค์เดียวกันกับพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ในภาษาสันสกฤตซึ่งมีต้นกำเนิดจากพระสูตรมหายานในอินเดียและได้ผสมผสานกับความเชื่อพื้นถิ่นดั้งเดิมของจีน คือตำนานเรื่องพระธิดาเมี่ยวซ่าน ก่อให้เกิดเป็นพระโพธิสัตว์กวนอิมในภาคสตรีขึ้น เพื่อแสดงออกถึงความอ่อนโยน และแสดงถึงความเมตตากรุณาให้เด่นชัดยิ่งขึ้นดังเช่นความรักของมารดาที่มีต่อบุตร ซึ่งเป็นการผสมผสานกลมกลืนทางความเชื่อที่ปราศจากข้อขัดแย้ง เพราะพระอวโลกิเตศวรนั้นสามารถแบ่งภาคเพื่อโปรดสรรพสัตว์ได้มากมายทั้งปางบุรุษและสตรี  
ตามตำนานพระโพธิสัตว์กวนอิม นั้นได้จุติจากเทพธิดาบนสวรรค์ลงมายังโลกมนุษย์(วันที่ ๑๙ เดือนยี่)เพื่อมาช่วยปลดเปลื้องทุกข์ภัยแก่มวลมนุษย์ เป็นราชธิดาองค์สุดท้ายของกษัตริย์เมี่ยวจวง แห่งอาณาจักรซิงหลิน มีพระนามว่า เมี่ยวซ่าน เจ้าหญิงเมี่ยวซันมีจิตใจเมตตากรุณาต่อสัตว์ทั้งหลาย เป็นพุทธมามกะรู้แจ้งในหลักธรรม ตั้งแต่เยาว์วัยและมีพระทัยแน่วแน่ที่จะออกบวชเพื่อหลุดพ้นจากสังสารวัฏ ตามคำสอนของพุทธศาสนา
พระบิดาผู้มีจิตใจโหดร้ายชอบการเข่นฆ่าและทำสงครามไม่ยินยอมกลับบังคับให้เจ้าหญิง เมี่ยวซันเลือกคู่ครอง เจ้าหญิงเมี่ยวซันก็ยืนกรานที่ออกบวชไม่ว่าพระบิดาจะดุด่าหรือใช้อุบายต่างๆนานามาหลอกล่อเกลี้ยกล่อม อย่างไรก็ไม่สำเร็จจึงเกิดพิโรธ ขับเจ้าหญิงเมี่ยวซ่านให้ไปทำงานหนักในสวนดอกไม้ เช่น หาบน้ำ ปลูกดอกไม้ เพื่อทรมานให้เปลี่ยนความตั้งใจ แต่ก็มีเหล่ารุกขเทวดามาช่วยทำแทนให้ทั้งหมด พระบิดาเมื่อเห็นว่าไม่ได้ผล จึงรับสั่งให้หัวหน้าแม่ชี นำองค์หญิงเมี่ยวซ่านไปอยู่ที่วัดนกยูงขาว และให้เอางานของแม่ชีทั้งวัดมอบให้องค์หญิงทำคนเดียว แต่องค์หญิงมีพระทัยเด็ดเดี่ยวไม่เกี่ยงงานการต่างๆ เหล่าเทพารักษ์ก็มาช่วยทำแทนให้อีก พระเจ้าเมี่ยวจวงเข้าพระทัยว่า พวกแม่ชีไม่กล้าเคี่ยวเข็ญใช้งานหนัก ก็ยิ่งทรงกริ้วหนักขึ้น สั่งให้ทหารเผาวัดนกยูงขาวจนวอดเป็นจุณไป พร้อมกับพวกแม่ชีทั้งวัด มีแต่เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านเท่านั้นที่ปลอดภัยรอดชีวิตมาได้
พระเจ้าเมี่ยวจวงทรงทราบดังนั้น จึงรับสั่งให้นำตัวราชธิดาไปประหารชีวิต แต่เทพารักษ์ที่คอยคุ้มครองเจ้าหญิงอยู่ ได้เนรมิตทองทิพย์เป็นเกราะห่อหุ้มตัว คมดาบของนายทหารจึงไม่อาจระคายพระวรกาย ดาบหักถึง 3 ครั้ง 3 ครา พระบิดาทรงกริ้วยิ่งนัก โดยเข้าพระทัยว่านายทหารไม่กล้าประหารจริง จึงให้ประหารนายทหารแทน แล้วรับสั่งให้จับเจ้าหญิงไปแขวนคอ ทว่าผ้าแพรที่แขวนคอก็ขาดสะบั้นลงอีก
ทันใดนั้นปรากฏมีเสือเทวดาตัวหนึ่งได้นำเจ้าหญิงขึ้นพาดหลังแล้วเผ่นหนีไปที่เขาเซียงซัน ต่อมา เทพไท่ไป๋ได้แปลงร่างเป็นชายชรามาโปรดเจ้าหญิง ชี้แนะเคล็ดวิธีบำเพ็ญเพียรเพื่อการดับทุกข์ จนบรรลุสัมโพธิญาณรู้แจ้งในสัจจะธรรมในวันที่ ๑๙ เดือน ๖ ข้างฝ่ายพระบิดาเข้าพระทัยว่า เจ้าหญิงถูกเสือคาบไปกินเสียแล้ว จึงไม่ได้ติดใจตามราวีอีก
ต่อมาไม่นานบาปกรรมที่พระองค์ก่อไว้ส่งผล เกิดป่วยด้วยโรคร้ายแรง ไม่มียาอะไรรักษาให้หายได้ เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านทราบด้วยญาณว่าพระบิดาป่วยด้วยผลแห่งกรรมที่ทำมาและเห็นหนทางที่จะนำพระบิดาให้ก้าวพ้นทุกข์ได้ ด้วยความกตัญญูกตเวทีเป็นเลิศ มิได้ถือโทษโกรธเคืองในการกระทำของพระบิดาแม้แต่น้อย จึงได้ให้หลวงจีนซันไฉ่ ไปอาสารักษาโรคโดยสละดวงตาและแขนทั้งสองข้างของตนเพื่อปรุงยา เมื่อกษัตริย์เมี่ยวจวงได้หายจากโรคจึงเริ่มสำนึกใน บาปกรรมที่ตนได้ทำไว้เลิกทำบาปหันมา สร้างกุศลต่อมาได้สละราชสมบัติดั้นด้น เดินทางมาหาเซียนผู้เสียสละดวงตาและ แขนเพื่อปรุงยาโดยไม่รู้ว่าเซียนผู้นั้นคือใคร เมื่อรู้ว่าเซียนผู้ที่อุทิศแขนและดวงตามารักษาตนนั้นคือเจ้าหญิงเมี่ยวซัน ธิดาที่ตนสั่งประหารชีวิตก็สะเทือนใจ
         ว่ากันว่า ภายหลังสำเร็จอรหันต์ ได้ดวงตาและพระกรคืนมาดังเดิม เคยแสดงปาฏิหารย์เป็นปาง กวนอิมพันมือ องค์หญิงเมี่ยวซ่านนั้น ตอนแรกเป็นชาวพุทธ ตอนหลังเทพไท่ไป๋ได้มาโปรด ชี้แนะหนทางดับทุกข์ เหตุนี้พระโพธิสัตว์กวนอิมจึงเป็นเทพทั้งฝ่ายพุทธและฝ่ายเต๋าในเวลาเดียวกันเป็นพระโพธิสัตว์กวนอิม พระผู้ช่วยให้สัตว์รอดพ้นความทุกข์เดือดร้อน เป็นผู้ได้ปริเวทนาแห่งสัตว์โลก (อวโลกิเตศวร) และเป็นที่เคารพสืบต่อกันมา จนตราบเท่าทุกวันนี้ 

ชาวจีนมีความเชื่อว่าพระโพธิสัตว์กวนอิม สถิตย์ ณ เกาะผู่โถวซาน (聖汕頭島) มณฑลเจ้อเจียงและปฏิบัติธรรม ณ ที่นั่น (ปัจจุบันมีรูปปั้นองค์ใหญ่เป็นเจ้าแม่กวนอิมปางทรงธรรมจักรในพระหัตถ์ซ้าย ส่วนพระหัตถ์ขวาทำพระกิริยาห้าม มองไปที่ทะเลใต้ เรียกว่า หนานไห่กวนอิม(南海關)) และมีอัครสาวกยืนขนาบกัน นั่นก็คือ พระสุธนกุมาร และธิดาพญามังกร
นอกจากนี้ ชาวจีนมีเคล็ดความเชื่อสำหรับผู้ที่เคารพกราบไหว้บูชาเจ้าแม่กวนอิม ว่าผู้ใดนับถือเจ้าแม่กวนอิม ก็จะไม่สามารถรับประทานเนื้อสัตว์ประเภทเนื้อว้วและควาย และเชื่อกันว่า ถ้าผุ้ใดกัดกินเนื้อวัวควายเข้าไปแม้แต่คำเดียว อาจหมายถึงกินพระเจ้าเมี่ยวจวงโดยแท้แล.
ที่มา: วิกิพีเดีย